Charoennakorn 30 Branch TEL. 02-438-5687 Suksawasdi 27 Branch TEL. 02-427-0403 Bangkok-Nontaburi 2 Branch TEL. 02 -965-1525 TH EH CH

                      

h1

   เริม

โรคเริมเป็นโรคผิวหนังที่พบบ่อยอีกโรคหนึ่ง ซึ่งมีข้อที่น่ารู้สำหรับโรคนี้ในหลายแง่มุม

สาเหตุ

โรคเริมมีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า “เฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์” (HSV-Herpes Simplex Virus) ไวรัสตัวนี้ทำให้เกิดโรคทั้งที่ผิวหนังและเยื่อบุ การติดเชื้อครั้งแรกจะเกิดผื่นที่รุนแรง และกินระยะเวลานาน 2-3 สัปดาห์ มักมีอาการอื่นร่วม เช่น มีต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงโต แต่ถ้ามีการติดเชื้อครั้งต่อไป จะมีอาการสั้นลง และพบผื่นช่วงสั้นเพียง 1-2 สัปดาห์ โดยไม่มีอาการรุนแรง ต่อมน้ำเหลืองอาจจะไม่โต

อาการ

โรคนี้หลังจากติดเชื้อจะมีระยะฟักตัว 1-2 สัปดาห์ สามารถติดต่อไปยังทารกโดยได้รับเชื้อไวรัสจากช่องคลอดของมารดาช่วงระหว่างเวลาใกล้คลอด โรคเริมโดยปกติมักพบบริเวณเยื่อบุภายในช่องปาก เหงือก ลิ้น เพดาน ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารไม่ได้บางรายอาจเกิดบริเวณอวัยวะเพศ

ลักษณะของเริมเป็นตุ่มน้ำใส และจะแตกเป็นแผลเล็กๆ ภายใน 2-4 วัน บางรายแผลอาจคงอยู่นาน 2 สัปดาห์ ผิวหนังที่มีบาดแผลสามารถรับเชื้อนี้ได้ เช่น ทันตแพทย์ อาจติดเชื้อเริมบริเวณนิ้วมือ มือ ซึ่งมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่มๆ เช่นกัน

การติดเชื้อเริมมักถูกกระตุ้นจากแสงแดด การมีไข้ ความเครียด รอยถลอก รอยขีดข่วนบริเวณผิวหนัง และในช่วงเวลามีประจำเดือน ในรายติดเชื้อซ้ำพบว่าแผลจะตกสะเก็ดค่อนข้างเร็วภายใน 4 วัน และแผลมักจะแห้งหมดภายใน 10 วัน การติดเชื้อซ้ำอาจเกิดได้ประมาณ 1-4 ครั้งต่อปี ในรายที่ผู้ป่วยเป็นโรคเอดส์พบว่าจะมีอาการของโรคเริม ซึ่งเป็นบ่อยและมีอาการรุนแรง ดังนั้น ในรายที่สงสัยแพทย์อาจจะทำการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย

การติดต่อ

เริมเป็นโรคที่ติดต่อง่าย แต่มีประมาณร้อยละ 10 ของผู้ที่ได้รับเชื้อเท่านั้นที่จะเกิดอาการ ในรายที่มีอาการเป็นๆ หายๆ เชื่อว่าเชื้อไวรัสต้นเหตุยังคงฝังตัวอยู่ภายในร่างกาย โดยมักจะหลบซ่อนอยู่ตามเซลล์ประสาท เมื่อร่างกายมีอาการอ่อนแอ เช่น เกิดความเครียด หรือมีอาการเจ็บป่วย ไวรัสเหล่านี้จะเคลื่อนตัวออกมากระตุ้นให้เกิดผื่นอักเสบขึ้นได้

ในรายที่มีร่างกายอ่อนแอจากการเจ็บป่วยเรื้อรัง ได้รับยารักษาโรคมะเร็ง คอร์ติโคสตีรอยด์ หรือโรคเอดส์ จะพบผื่นที่รุนแรงซึ่งสามารถก่ออันตรายให้กับผู้ป่วยจนเสียชีวิตได้ วิธีการติดต่อนั้นถ่ายทอดได้โดยการสัมผัสใกล้ชิดกัน เช่น ระหว่างคนในครอบครัวเพื่อน โดยการถูกเนื้อต้องตัว จูบ การรับประทานอาหาร หรือการใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกัน

การวินิจฉัย

เนื่องจากลักษณะอาการค่อนข้างเด่นชัด จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการ แต่ในรายที่แสดงอาการไม่เด่นชัด แพทย์อาจจะขูดรอยแผลเพื่อย้อมเชื้อ เพาะเชื้อ หรือตรวจเลือดดูระดับภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัส

การรักษา

สำหรับการรักษายังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค แต่มียารักษาซึ่งได้ผลดีมาก คือ อะไซโคลเวียร์ (acyclovir) ซึ่งเป็นยาฆ่าไวรัสที่ได้ผลดี โดยรับประทานประมาณครั้งละ 5-10 วัน

พี.พอลล่า คลินิกศูนย์ ‪#‎โรคสะเก็ดเงิน‬ ‪#‎ฉีดโบท็อกซ์‬

ปรึกษาฟรีไลน์piti2497 สอบถาม093 939 6678/081 559 5963
www.facebook.com/PPaulaSkinAntiAgingCenter
www.paulaskinantiaging.com