Charoennakorn 30 Branch TEL. 02-438-5687 Suksawasdi 27 Branch TEL. 02-427-0403 Bangkok-Nontaburi 2 Branch TEL. 02 -965-1525 TH EH CH
450-5526169301547751231

การอักเสบของผิวหนังเรื้อรัง

ECZEMA หรือ DERMATITIS  คือโรคผิวหนังอักเสบ เป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อย อาจเกิดจากสาเหตุภายนอกร่างกาย เช่น การสัมผัสกับสารระคายเคืองหรือสารก่อภูมิแพ้  หรือเกิดจากสาเหตุภายใน เช่น โรคภูมิแพ้ตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย การวินิจฉัยประกอบไปด้วยการซักประวัติ การตรวจร่างกาย การตรวจลักษณะผื่น และอาจใช้วิธีวินิจฉัยด้วยการทดสอบผิวหนัง

ลักษณะทางคลินิก

ลักษณะของผื่นเป็นอาการแสดงของผิวหนังอักเสบในระยะต่างๆซึ่งมีความแตกต่างออกไปขึ้นกับระยะที่เป็น และแต่ละระยะไม่จำเป็นต้องแสดงอาการครบทุกชนิด สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ

1.ระยะเฉียบพลัน(acute stage) มีลักษณะเป็นผื่นแดง(erythema) ผิวบวม(edema)มีตุ่มน้ำพุพองเป็นเม็ดใสๆ(vesiculation) และมีน้ำเหลืองเยิ้ม(weeping หรือ oozing) ผู้ป่วยจะมีอาการคันค่อนข้างมาก

2.ระยะปานกลาง(subacute stage) มีลักษณะเป็นผื่นแดง แบนราบ(patches)หรือผื่นนูน(plaques)อาจพบมีตุ่มแดงร่วมด้วย(papules) ผื่นมักมีขอบเขตไม่ชัดเจนมีสะเก็ดและขุยเล็กน้อย(scale)

3.ระยะเรื้อรัง(chronic stage) ลักษณะผื่นเป็นผื่นหนานูน ขอบเขตไม่ชัดเจน ผื่นมีการอักเสบ เป็นสีแดงคล้ำหรือค่อนข้างดำ เห็นลายเส้นของผิวหนังชัดเจน(lichenification) ซึ่งอาจมีการแกะเกา(excoriation) ร่วมด้วย

การดำเนินโรค

ผู้ป่วยมักมีอาการคันเป็นอาการหลัก ผื่นมักจะเป็นๆหายๆและมีลักษณะตามระยะต่างๆดังข้างต้น ผื่นอาจลุกลามไปได้เรื่อยๆ แต่เมื่อหายดีผิวจะหายเป็นปกติโดยที่ไม่ทิ้งรอยแผลเป็นหรือรอยด่างดำ โรคอาจมีการลุกลามของผื่นได้หากว่าสาเหตุยังไม่ได้ถูกกำจัด หรือตัวโรคอาจเป็นมากขึ้นจากการอักเสบจากยาที่ใช้รักษาเรียกว่า autosensitization และหากผื่นมีการติดเชื้อก็สามารถทำให้ผื่นลุกลามมากขึ้นได้เช่นกัน ผื่นที่ลุกลามไปทั่วร่างกาย มีลักษณะเป็นผื่นแดงทั่วตัว มีขุยหลุดร่วง เรียกว่า exfoliative dermatitis นอกจากนี้หากไม่ได้รับการรักษา การเกา การไม่หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ไม่ปรับการใช้ชีวิตประจำวันก็อาจทำให้ สาเหตุที่ทำให้โรคไม่ได้ถูกกำจัด ตัวโรคก็อาจยังคงเป็นๆหายๆอยู่ได้

 

สาเหตุของการเกิดโรค

สาเหตุของการเกิดผิวหนังอักเสบ สามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆและเป็นการใช้จำแนกชนิดของผิวหนังอักเสบอีกด้วย สาเหตุของการเกิด ได้แก่

1.สาเหตุจากภายนอกร่างกาย (exogenous หรือ contact dermatitis) เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างผิวกับสารที่สัมผัสซึ่งเป็นสารระคายเคือง สารเคมี สารแปลกปลอม หรือเชื้อโรคแบ่งออกเป็น

1.1Irritant contact dermatitis (ICD)

เกิดจากสารระคายเคืองที่รุนแรง เช่น พวกกรด หรือด่างต่างๆ  หรือเกิดจากสารระคายเคืองบ่อยๆเป็นระยะเวลานาน หรือเกิดจากการเสียดสี เป็นต้น อุบัติการณ์การเกิด ICD จะพบประมาณ 80%ของผู้ป่วยในกลุ่มที่เกิดจากสาเหตุภายนอก

1.2 Allergic contact dermatitis (ACD)

เป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ของร่างกายต่อสารสัมผัสแบบ cell-mediated หรือ delayed-type hypersensitivity เช่น การแพ้โลหะนิเกิล การแพ้ยางในถุงมือยางการแพ้สารกันบูดในผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ACD จะพบประมาณ 20% ของผู้ป่วยในกลุ่มที่เกิดจากสาเหตุภายนอกสามารถทดสอบการแพ้ด้วยการทำ patch test ซึ่งผลการทดสอบต้องให้ผลบวก จึงจะวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็น ACD

2.สาเหตุภายในร่างกาย (endogenous หรือ constitutional eczema) เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อาจเกี่ยวของกับพันธุกรรมโรคในกลุ่มนี้ ได้แก่

2.1Atopic dermatitis (AD)

เป็นโรคผิวหนังที่เกิดร่วมกับกลุ่มอาการแพ้(atopy) เช่น โรคหอบหืด โรคแพ้ฝุ่น เป็นต้น สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้โดยทั่วไป ลักษณะผิวของผู้ป่วยในกลุ่มนี้มักมีผิวที่แห้ง อาจพบความผิดปกติทางผิวหนังอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น รอยด่างขาวบนใบหน้า ขนคุดบริเวณต้นแขนต้นขา รอยพับหรือรอยคล้ำใต้ตา หรือพบความผิดปกติของระบบอื่นๆ เช่น มีความผิดปกติทางสายตา ต้อกระจกในคนอายุน้อย เป็นต้น ส่วนใหญ่จะเริ่มเป็นในเด็ก โดยในระยะเด็กอ่อน (infantile) มักเริ่มมีอาการตอนอายุประมาณ 2 เดือน มีรอยผิวแห้งแดงและมีสะเก็ดบริเวณแก้มทั้งสองข้าง เมื่อเริ่มคลานได้จะมีผื่นบริเวณแขนและขาทั้งสองข้างบริเวณที่ถูไถกับพื้น(extensor surface area)จากการสัมผัสและการเสียดสี มีอาการคันได้ อาจแสดงออกมาในรูปแบบการร้องไห้ ต่อมาหากเริ่มเป็นในระยะเด็ก (childhood) อายุที่เริ่มเป็นจะประมาณ 2 ปี ผื่นมีลักษณะเป็นรอยผิวแห้งแดงบริเวณหน้า คอ และข้อพับต่างๆตามมือและขา(flexural surface area) มือแห้ง ลอกและแตกได้ มีอาการคันมาก สุดท้ายผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการตอนโตหรือในระยะผู้ใหญ่(adult) อายุที่เริ่มเป็นประมาณ  14 ปีขึ้นไป ซึ่งอาจเป็นต่อมาจากระยะเด็ก หรือเคยมีประวัติเคยเป็นมาก่อนแล้วในวัยเด็ก ลักษณะของผื่นมีลักษณะแบบเดียวกันกับผื่นระยะเด็กคือ เป็นผื่นแดงแห้งบริเวณหน้า คอ และข้อพับต่างๆตามร่างกาย มีอาการคันมาก

การวินิจฉัย Hanifin and Rajka ได้รวบรวมลักษณะและประวัติที่เกี่ยวข้องกับ atopic dermatitis และสรุปเป็นเกณฑ์การวินิจฉัยไว้ดังตารางที่ 1 เรียกว่า Hanifin and Rajka criteria แบ่งออกเป็นเกณฑ์การวินิจฉัยหลักและเกณฑ์การวินิจฉัยย่อย โดยผู้ป่วยต้องมีอาการตรงกับเกณฑ์การวินิจฉัยหลักอย่างน้อย 3 ข้อ และตรงกับเกณฑ์การวินิจฉัยย่อยอย่างน้อย 3 ข้อเช่นเดียวกัน

การรักษาโรคนี้นอกจากยาแล้ว การรักษาที่สำคัญคือหลีกเลี่ยงปัจจัยที่มีส่วนทำให้โรคกำเริบ เนื่องจากหากยังไม่หลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้น ผู้ป่วยอาจมีอาการเป็นเรื้อรังและหายขาดค่อนข้างยาก ปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้โรคกำเริบ เช่น สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ใช้ยาหรือโลชั่นบางขนิด การอยู่ในที่ที่บรรยากาศเต็มไปด้วยฝุ่นละออง ละอองเกสรดอกไม้ ความเครียด ความวิตกกังวล ดังนั้นการรักษาผู้ป่วยควรให้ข้อมูลเหล่านี้ เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้โรคเป็นมากขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้ เช่น การติดเชื้อ พบว่าผู้ป่วยที่เป็น AD มีโอกาสที่จะได้รับการติดเชื้อได้มากกว่าผิวธรรมดา เนื่องจากผิวหนังมักมีรอยถลอกทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ผิวหนังได้ง่าย พบได้ทั้งเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา

ตารางที่ 1 : ตารางแสดง diagnosis criteria ของ atopic dermatitis

(Hanifin and Rajka criteria)

Absolute criteria : must have three or more of following :

1.Pruritus

2.Typical morphology and distribution

a.Flexural lichenification in adult

b.Facial and extensor involvement in infancy

3.Tendency toward chronic or chronically-relapsing dermatitis

4.Personal or family history of atopic disease, asthma, allergic rhinitis, atopic dermatitis

Plus minor criteria three or more of the following :

1.White dermographism (white line appears on skin within 1 minute of being stroked with blunt instrument)

2.Xerosis

3.ichthyosis vulgaris

4.hyperlinearity of palms and soles

5.pityriasis alba

6.Keratosis pilaris

7.Facial pallor

8.Dennie-Morgan infraorbital fold (accentuated lines or grooves below the margin of the lower eyelid)

9.conjunctivitis.

10.Anterior subcapsular cataracts

11.Keratoconus

12.Allergic shiners (darkening beneath the eyes)

13.Elevated serum IgE

14.Immediate skin test reactivity

ที่มา (Fitpatrick’s general in dermatology.2008:table141-1:166)

2.2 Seborrheic dermatitis

เป็นโรคผิวหนังที่มีผื่นมีลักษณะเป็นผื่นแดง มีขุยและสะเก็ดมัน มักเป็นบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณข้างจมูก(nasolabial fold) หัวคิ้ว คอ หลังหู ศีรษะ และหน้าอก บางรายเกิดร่วมกับโรคอื่นๆโดยเชื่อว่า seborrheic dermatitis นั้นมีความสัมพันธ์กับโรคอื่น เช่น โรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) การติดเชื้อรา Pityrosporum ovale โรคอ้วนการขาดสารอาหาร โรคหลอดเลือดสมอง (Cerobrovascular accident) และโรคเอดส์ ดังนั้นหากวินิจฉัยผู้ป่วยเป็น seborrheic dermatitis อาจต้องค้นหาสาเหตุเหล่านี้ด้วย โดยเฉพาะหากพบโรคนี้ในคนอายุน้อย อาจต้องเจาะเลือดตรวจการติดเชื้อ HIV เนื่องจากอุบัติการณ์ของ seborrheic dermatitis มักพบในกลุ่มคนสูงอายุมากกว่า

2.3 Discoid หรือ Nummular eczema

Discoid หรือ nummular eczema ซึ่งมีความหมายว่าผื่นรูปกลม หรือผื่นรูปเหรียญ ดังนั้นลักษณะผื่นจึงเป็นลักษณะวงกลม ขอบเขตชัดเจน ขนาดประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร มีตุ่มแดงและตุ่มน้ำกระจัดกระจายตรงผื่น และอาจพบได้บริเวณรอบๆ มักเป็นบริเวณแขน ขา และหลังมือ จัดเป็นโรคที่ค่อนข้างรักษายาก และมักมีอาการเป็นๆหายๆ การรักษาโรคนี้อาจต่างจากโรคผิวหนังอักเสบอื่นๆคือ อาจต้องใช้ยาทาที่มีความแรงมากกว่า ซึ่งจะกล่าวต่อไปในเรื่องการรักษาโดยใช้ยาสตีรอยด์

2.4 Stasis dermatitis

เป็นโรคที่เกิดจากมีความผิดปกติของลิ้นหลอดเลือดดำทำให้มีการคั่งของเลือดดำบริเวณขาส่วนล่าง โดยเฉพาะบริเวณข้อเท้า ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงมักมีหลอดเลือดขอดร่วมด้วย ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ได้แก่ ความอ้วน ผู้หญิงหลังคลอด ผู้ที่มีอาชีพยกของหนัก ผู้ที่ต้องยืนนานๆ และอาจมีพันธุกรรมเกี่ยวข้องร่วมด้วย

รอยโรคมีลักษณะเป็นผื่นรอยแดง ขอบเขตไม่ชัดเขน บริเวณรอยโรคมีผิวบาง มีจุดดำๆซึ่งเป็นเม็ดสีของ hemosiderin คือเป็นสีของธาตุเหล็กจากเม็ดเลือดแดงและอาจพบจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง (purpura) บริเวณที่พบมักเป็นบริเวณขาส่วนล่างด้านในเหนือตาตุ่มเล็กน้อย

การรักษาของ stasis dermatitis นั้นจะแตกต่างจากโรคผิวหนังอักเสบอื่นๆ ซึ่งใช้ยาทาชนิดสตีรอยด์(steroid)ซึ่งจะกล่าวต่อไป เนื่องจาก stasis dermatitis ตัวโรคมีลักษณะของผิวบางอยู่แล้ว การใช้ยาทาสตีรอยด์จะทำให้ผิวบางจากผลข้างเคียงของยาทาได้อีก จึงไม่แนะนำให้ใช้ให้ใช้ยาทาสตีรอยด์ในการรักษา

การรักษาควรเริ่มจากแก้ไขที่สาเหตุ ค้นหาสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วย และแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงหรือรักษาสาเหตุนั้นๆ การรักษาอื่นๆที่ช่วย ได้แก่ การใช้ถุงเท้าหรือผ้าพัน elastic bandage พันบริเวณที่เป็นการนั่งยกขาสูงเพื่อให้เลือดไหลกลับสู่หัวใจได้ดีขึ้นและเพื่อลดอาการบวมที่ขา อย่างไรก็ตามโรคนี้เป็นแล้วมักไม่หายขาด ดังนั้นต้องระวังไม่ให้เป็นมากขึ้นด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เป็นโรคมากขึ้นดังที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้

การป้องกันการเป็นมากขึ้นของโรค ได้แก่ การควบคุมน้ำหนัก หลีกเลี่ยงการยืนนานๆ และต้องป้องกันไม่ให้ได้รับการกระแทก เนื่องจากหากมีแผลมักจะเป็นแผลเรื้อรัง เพราะการไหลเวียนเลือดบริเวณนี้ไม่ดีทำให้แผลหายช้าได้ ผื่น stasis dermatitis อาจลุกลามและเกิด allergic contact dermatitis ได้บ่อยกว่าโรคผิวหนังอักเสบชนิดอื่นๆเนื่องจากผิวหนังบริเวณนี้มีความบาง การป้องกันของชั้นผิวหนังลดลง ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายขึ้น

2.5 Lichen simplex chronicus (LSC)

เป็นผื่นผิวอักเสบชนิดเรื้อรังลักษณะผื่นหนา สีแดงถึงม่วงคล้ำ มักเป็นผื่นเดี่ยวหรือมีหลายผื่นได้ ขอบเขตไม่ชัดเจนเห็นลายเส้นของผิวหนังชัดเจน(lichenification) บริเวณที่เป็นมักเป็นบริเวณต้นคอ ข้อมือ ข้อเท้า ข้างเข่า และถุงอัณฑะ มีอาการคันมาก มีการเกาซ้ำที่เดิมเป็นประจำ การรักษาผู้ป่วยในกลุ่มนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องรักษาด้วยการตัดวงจรการคันเกา เนื่องจากการเกาจะทำให้โรคยังคงมีอยู่และไม่หายขาด

2.6 Prurigo nodularis

เป็นผื่นผิวหนังอักเสบชนิดเรื้อรังเช่นเดียวกันกับ LSC ลักษณะของรอยโรคเป็นก้อนตุ่มนูนขนาดประมาณ 0.5-3 เซนติเมตร มีอาการคันมาก และมักพบรอยเกาอยู่บนบริเวณรอยโรค บริเวณที่เป็นมักเป็นตามแขนขาด้าน extensor หลังจากหายอาจทิ้งรอยดำหรือรอยด่างขาวได้ ซึ่งสิ่งที่สำคัญของการรักษาโรคนี้คือการตัดวงจรการคันเกา เช่นเดียวกันกับ LSC

2.7 Dyshidrosis

ลักษณะผื่นเป็นตุ่มน้ำพอง พบบริเวณนิ้วมือ ฝ่าเท้า นิ้วเท้า และฝ่าเท้า เมื่อแห้งจะมักจะกลายเป็นแผ่นแข็งลอกออกเป็นสะเก็ด อาการมักเป็นๆหายๆ พบว่ามีความสัมพันธ์กับความเครียด

การรักษา

                การรักษาโรคผิวหนังอักเสบ แบ่งการรักษาออกเป็นระยะต่างๆดังนี้

1.ระยะเฉียบพลัน

รักษาด้วยการทำ wet dressing ด้วยน้ำเกลือ หรือ Burow’s solution 1:40 หรือ boric acid 3 เปอร์เซ็นต์ วันละ 2-3 ครั้ง  เมื่อผิวแห้งดีแล้วควรหยุด ไม่ควรทำต่อจนกระทั่งผิวแห้งเกินไป เมื่อผื่นแห้งดีแล้วไม่มีน้ำเหลืองไหลหรือมีตุ่มน้ำ อาจพิจารณาเริ่มใช้ยาทาประเภทสตีรอยด์(steroid) สำหรับการให้ยารับประทานสตีรอยด์ จะใช้ในกรณีที่เป็นรุนแรงมีการกระจายของผื่นเป็นจำนวนมากโดยรับประทานขนาด 0.5-1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวันจนกว่าผื่นจะแห้ง โดยส่วนใหญ่ประมาณ 7 วัน และลดขนาดยาจนหยุดยาภายใน 3 สัปดาห์ ไม่ควรหยุดยาทันทีหากเริ่มกินในปริมาณมาก

ถ้ามีอาการคันมาก พิจารณาใช้ยารับประทานกลุ่มแก้อาการคัน antihistamineโดยยากลุ่มที่ไม่มีผลข้างเคียงเรื่องอาการหลับ(nonsedation) เช่น  loratadine desloratadine fexofenadine เหมาะในช่วงกลางวัน และใช้กลุ่มที่มีผลข้างเคียงเรื่องการนอนหลับ เช่น chlorpheniramine hydroxyzineในช่วงกลางคืน  โดยเฉพาะกับคนไข้ที่มีอาการคันมากจนนอนไม่หลับ ซึ่งการให้ยาแก้คันที่มีผลข้างเคียงเรื่องการนอนหลับหากให้ตอนกลางวันควรคำนึงถึงกิจวัตรประจำวัน ลักษณะอาชีพที่ทำด้วย เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายแก่ผู้ป่วย เช่น นักบิน คนขับรถ ควรหลีกเลี่ยงยากลุ่มที่มีผลข้างเคียงเรื่องการนอนหลับ

หากมีอาการแสดงของการอักเสบติดเชื้อ พิจารณาให้ใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย โดยพิจารณาให้ตามความเหมาะสมขึ้นกับว่าสงสัยการติดเชื้อชนิดใด

 

2.ระยะปานกลาง

ผื่นระยะ subacute พิจารณาใช้ยาทาในกลุ่มสตีรอยด์ทาวันละครั้งถึงสองครั้ง ขึ้นกับลักษณะของผื่น ความรุนแรงของผื่น และความแรงของยา  สตีรอยด์ที่ใช้ โดยทั่วไปทาประมาณ 1 สัปดาห์ผื่นจะค่อยๆดีขึ้น และอาจค่อยๆลดจำนวนและปริมาณการทาลง ยาในกลุ่มทางเลือกอื่นๆ เช่น tacrolimus pimecrolimus แนะนำให้ใช้ยาในกลุ่มนี้เป็นทางเลือกที่สอง เนื่องไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน มีราคาแพงกว่า และไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ขวบ

3.ระยะเรื้อรัง

ระยะนี้เป็นระยะที่ผู้ป่วยเป็นผื่นเริ้อรังเป็นๆหายๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาคือการตัดวงจรการคันเกา(itch-scratch cycle) และแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลียงสิ่งกระตุ้นต่างๆที่ทำให้ตัวโรคเป็นมากขึ้น เช่น อากาศแห้ง ความอับชื้น การสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น

การใช้ยาทาในกลุ่มสตีรอยด์หากเป็นบริเวณกว้างและผื่นไม่หนามาก พิจารณาใช้ชนิดความแรงต่ำได้แต่ในกรณีผื่นที่หนาอาจพิจารณาครีมที่ความแรงมากขึ้น หากยังไม่ได้ผลอาจใช้วิธีการทาแบบ occlusion คือ การทายาบริเวณรอยโรคแล้วพันด้วยแผ่นพลาสติกนานประมาณ 6 ชั่วโมงต่อวัน แต่วิธีนี้ต้องระวังการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการที่ยาถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป เช่น ผิวบางลง ผิวแตกลาย(striae)ผิวด่างขาว มีหลอดเลือดฝอยบริเวณผิวหนังเพิ่มขึ้น(talangiectasia) หรือเกิดการติดเชื้อ เป็นต้น ดังนั้นวิธีนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมนักเนื่องจากมีภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างมากอีกทั้งในปัจจุบันมียาที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการดูดซึม เช่น urea cream และ salicylic acid ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ยาดูดซึมง่ายขึ้นแล้ว ยังให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังอีกด้วย

ในรายที่ผื่นหนามาก เช่น ผื่นในกลุ่มของ LSC การใช้ยาทาอาจไม่มีการดูดซึม อาจพิจารณาการใช้ยาฉีดบริเวณรอยโรค(intralesional injection) ของ triamcinolone acetonide ซึ่งเป็นยาสตีรอยด์เช่นเดียวกันการฉีดจะช่วยรักษาผื่นหรือตุ่มที่หนามากให้ดีขึ้น ขนาดยาที่ใช้ในการรักษาคือ 10-40 mg/ml ฉีดใต้รอยโรค ฉีดซ้ำได้อีกระยะเวลาต่างกันประมาณ 3-4 สัปดาห์ ซึ่งหากฉีดมากเกินไป ต้องระวังผลข้างเคียงจากการดูดซึมยามากขึ้นเช่นเดียวกัน

 

ยาทากลุ่ม steroids

หลักการใช้ยาทากลุ่มสตีรอยด์ในกลุ่มความแรงต่ำ เหมาะสำหรับผื่นในระยะที่ไม่รุนแรง หรือรอยโรคอยู่บริเวณที่ผิวหนังบาง เช่น หน้า รักแร้ ขาหนีบ และข้อพับ ซึ่งมีข้อดีคือทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาได้น้อยกว่าชนิดที่มีความรุนแรงมากขึ้น แต่ข้อเสียคืออาจรักษาได้ไม่หายขาด หรือหายได้ช้ากว่า การใช้ยาชนิดความแรงสูงเหมาะสำหรับผื่นที่หนา และเป็นบริเวณที่ไม่กว้างมาก เพราะหากใช้เป็นระยะเวลานานทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางผิวหนัง สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทำให้เป็นอันตรายต่อระบบภายในได้ ฉะนั้นหากรักษาไปแล้วผื่นราบลง อาการดีขึ้น อาจเปลี่ยนมาใช้ยาชนิดความแรงต่ำต่อไป

การจำแนกยาทา corticosteroids ตามความแรง
Generic name Strength available Trade name
ความแรงสูงมาก

(super-potent)

Clobetasol propionate 0.05% Dermovate cream
ความแรงสูง

(potent)

Betamethasone dipropionate

Desoximetasone

0.05%

0.25%

Diprosone ointment

Topicorte, Esperson

ความแรงปานกลาง

(moderate potent)

Betamethasone dipropionate

Triamcinolone acetonide

Mometasone furoate

Betamethasone valerate

Fluocinolone acetonide

Prednicarbate

Triamcinolone acetonide

0.05%

0.1%

0.1%

0.1%

0.025%

0.1%

0.02%

0.05%Diprosone cream

Aristocort A 0.1%

TA cream 0.1%

Eloment cream

Betnovate cream

Synalar cream

Dermatop cream

Tacream 0.02%

Artistocort 0.02%

ความแรงต่ำ

(mild)

Hydrocortisone

Prednisolone

1-2%

0.5%

Prevex HC, Hytisone

Prednisil cream

ข้อดีของยาชนิดความแรงสูงคือ ผื่นหายเร็วและใช้ได้ดีในผื่นหนา แต่ข้อเสียคือเกิดการดื้อยาได้ง่าย เมื่อหยุดยาผื่นอาจกลับเป็นซ้ำเร็ว และเกิดภาวะแทรกซ้อนบริเวณผิวหนัง ได้แก่ ผิวบาง(atrophy) ด่างขาว(hypopigment) ผื่นแตกลาย(striae) มีสิว(steroid acne) ต้อกระจก(subcapsular cataract) และอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของระบบภายในหากซึมเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง

nummular eczema ควรใช้ครีมที่ค่อนข้างแรงเนื่องจากตัวโรคค่อนข้างรักษายากในทางกลับกัน seborrheic dermatitis  ควรใช้ครีมชนิดอ่อน เพราะตำแหน่งที่เป็นมักเป็นบริเวณที่ผิวหนังบาง เช่น ใบหน้า รักแร้ ขาหนีบ ข้อพับ ดังนั้นชนิดของผื่นก็มีความสำคัญในการเลือกการรักษาเช่นเดียวกัน

                การรักษาในเด็กอ่อนควรใช้ครีมชนิดอ่อน เนื่องจากต้องระวังเรื่องผลข้างเคียงของยาให้มากๆโดยเฉพาะผลข้างเคียงต่อระบบภายใน เมื่อต้องใช้ยาทาสตีรอยด์ในบริเวณกว้างหรือใช้เป็นระยะเวลานานแต่สำหรับบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือหนังศีรษะ อาจใช้ครีมที่แรงขึ้นได้ เพราะเป็นบริเวณที่มีผิวหนังหนากว่าบริเวณอื่น

โดยทั่วไปยาทาสตีรอยด์ชนิดเดียวกันและความเข้มข้นเท่ากัน ชนิดขี้ผึ้ง(ointment) จะมีความแรงมากกว่าชนิดครีม(cream)

นอกจากนี้ผู้ป่วยในกลุ่มผิวหนังอักเสบเรื้อรังแนะนำการใช้สารให้ความชุ่มชื้น(moisturizer) ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วย เนื่องจากโดยทั่วไปโดยเฉพาะผู้ป่วยกลุ่มแพ้ง่าย มักมีผิวแห้งอยู่แล้ว ดังนั้นการใช้สารให้ความชุ่มชื้น จะช่วยลดอาการผิวแห้ง ลดการระคายเคือง สร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผิว สารที่ให้ความชุ่มชื้นควรเป็นชนิดที่เบาบาง ปราศจากน้ำหอม และเหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย

เอกสารอ้างอิง :

1.Goldsmith,Kats,Gilcherest,Paller,Leffell,Wolff.(2008).Fitzpatrick’s dermatology in general medicine (8th edition).United states of America:McGrawHill.

2.Jean Bolognia,Joseph Jorizzo,Winston.(2012).Dermatology (3rd edition).United states of America:Elsevier.