Charoennakorn 30 Branch TEL. 02-438-5687 Suksawasdi 27 Branch TEL. 02-427-0403 Bangkok-Nontaburi 2 Branch TEL. 02 -965-1525 TH EH CH

                                                    33

การรักษาฝ้า

ฝ้า หรือหน้ากากของหญิงตั้งครรภ์ (mask of pregnancy) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร  โดยฝ้าเป็นภาวะที่ความผิดปกติที่เรื้อรังและรักษาได้ยาก

ฝ้ามีลักษณะสีน้ำตาลอ่อนหรือเข้ม ขอบเขตไม่ชัดเจน  ตำแหน่งที่พบบ่อยคือบริเวณ แก้ม หน้าผาก ริมฝีปากบน จมูก และคาง  ซึ่งฝ้ามักเกิดตรงตำแหน่งที่โดนแสงแดด

สาเหตุของการเกิดฝ้าที่พบได้บ่อย ได้แก่ การรับประทานยาคุมกำเนิด การโดนแสงแดด ฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยฝ้ามักพบในหญิงตั้งครรภ์  เนื่องจากมีการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดฝ้า  ส่วนสาเหตุอื่นๆที่สามารถพบได้ เช่น พันธุกรรม ภาวะขาดสารอาหาร ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน และยา

การรักษาฝ้า

จุดประสงค์ของการรักษาคือ ลดการสร้างเม็ดสีจากเซลล์สร้างเม็ดสี และการทำให้เม็ดสีที่สร้างมาแล้วถูกทำลายเร็วขึ้น โดยแบ่งการรักษาได้ดังนี้

  1. การใช้ครีมกันแดดที่มีค่า เอสพีเอฟ (SPF) ที่สูงๆซึ่งสามารถปกป้องรังสียูวีบี และปกป้องแสงยูวีเอได้ การหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยใส่หมวก ใส่เสื้อที่คลุมแขน ขา
  2. การใช้ยาแบบทา ได้แก่ ไฮโดรควิโนน (hydroquinone) 2-4% สเตอรอยด์แบบทาที่ประสิทธิภาพอ่อนๆ (low-potency steroids)  กรดโคจิก (kojic acid) อาร์บูติน (arbutin)   กรดอะเซเลอิก (azelaic acid) กรดไฮโดรซี่ (hydroxyl acid) เรตินอล (retinoids)  โดยเหล่านี้จะช่วยยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส  ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สำคัญในขบวนการสร้างเม็ดสี  และยังช่วยการผลัดเซลล์ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าอีกด้วย
  3. การฉีดยาเข้าที่รอยโรคฝ้า โดยใช้ยาที่ชื่อ ทรานซิมิก (Tranexemic acid) ซึ่งจะฉีดเข้าที่ชั้นหนังแท้ ซึ่งจะช่วยลดการสร้างเม็ดสี ทำให้ฝ้าจางลงได้ และยาทรานซิมิกนี้ยังมีในรูปของแคปซูลรับประทานอีกด้วย ขนาดรับประทานครั้งละ 250 มิลลิกรัม โดยรับประทานวันละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 เดือน ก็ช่วยทำให้ฝ้าจางได้เช่นเดียวกัน  แต่การรักษาโดยวิธีนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากการรักษาวิธีนี้  ผู้ป่วยอาจจะมีอาการแพ้ยาทรานซิมิกได้ ซึ่งยานี้มีข้อห้ามในผู้ป่วยที่การมองเห็นสีผิดปกติ และผู้ป่วยที่มีภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
  4. การรับประทานอาหารเสริม
  • สารสกัดเมล็ดทับทิบ ซึ่งมีกรดแอลลาจิค (ellagic acid) แนะนำรับประทาน 500 มิลลิกรัมต่อวัน
  • สารสกัดเมล็ดองุ่น ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อ โปรแอนโทรไซอะนิดิน (proanthocyanidin) แนะนำรับประทานครั้งละ 67 มิลลิกรัม โดยรับประทาน 3 ครั้งต่อวัน
  • สารสกัดเปลือกสน ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อ โปรแอนโทรไซอะนิดิน เช่นเดียวกับในเมล็ดองุ่น แนะนำรับประทานครั้งละ 25 มิลลิกรัม โดยรับประทาน 3 ครั้งต่อวัน

โดยอาหารเสริมเหล่านี้มีการศึกษาพบว่าสามารถยั้บยั้งการสร้างเม็ดสี  ซึ่งช่วยให้ฝ้าจางลงได้

  1. เครื่องไอพีแอล (Intense pulse light (IPL)) คือเป็นแสงที่มีความยาวคลื่นระหว่าง 500-1,200 นาโนเมตร เป็นวิธีที่ได้ผลดีและได้รับความนิยมมาก  เนื่องไม่ต้องพักฟื้นหลังทำ แต่ก็อาจจะมีผลข้างเคียงหลังทำได้ เช่น รอยดำ เป็นต้น
  2. เครื่องเลเซอร์คิวสวิทซ์ อเล็กแซนไดร์ (Q-switch Alexandrite laser) ซึ่งได้ผลดีในการรักษาฝ้า
  3. เครื่องแฟรคชั่นนอล โฟโตเทอร์โมไลซิส (Fractional photothermolysis) เป็นวิธีการรักษาแบบใหม่ที่ได้ผล 75-100% โดยต้องทำการรักษาซ้ำทุก 2 สัปดาห์

ข้อแนะนำการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยที่เป็นฝ้า

ตอนเช้า

  1. ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีส่วนผสมของกรดเอเอชเอ (alpha hydroxyl acid)
  2. ทาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ ไฮโดรควิโนน กรดโคจิก หรือกรดอะเซเลอิก
  3. ทาครีมกันแดดที่สามารถปกป้องทั้งรังสียูวีเอและยูวีบีได้
  4. รับประทานอาหารเสริมที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น สารสกัดเปลือกสน NAC

ตอนเย็น

  1. ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีส่วนผสมของกรดเอเอชเอ (alpha hydroxyl acid)
  2. ทาเรตินอล (retinoid) เช่น เรติน-เอ (Retin-A) เรโนวา (Renova) ดิฟเฟอริน (Differin) หรือทาผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย ไฮโดรควิโนน  และเรตินอล เช่น ไทร-ลูม่า (Tri-Luma)

พี.พอลล่า คลินิกศูนย์ ‪#‎โรคสะเก็ดเงิน‬ ‪#‎ฉีดโบท็อกซ์‬

ปรึกษาฟรีไลน์piti2497 สอบถาม093 939 6678/081 559 5963
www.facebook.com/PPaulaSkinAntiAgingCenter

Reference

Leslie Baumann & Sogol Saghari (2009). Cosmetic Dermatology Principles and Practice second edition. Mc Graw Hill ; 51,102-104.

Malathi M, Thappa DM.(2013) Systemic skin whitening/lightening agents: What is the evidence?. Indian J Dermatol Venereol Leprol ;79:842-6.